การประกอบพิธีกรรม หรือ “พระราชพิธี” นับได้ว่าเป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เป็นเพราะพระราชพิธีต่างๆ เป็นเครื่องหมายแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ และความศักดิ์สิทธิ์แห่งทิพยภาวะของพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ปรากฏแก่สายตาโลก ในฐานะที่ทรงเป็นเทพเจ้าและทรงเป็นประธานในพระราชพิธีที่ทรงประกอบขึ้นให้ถูกต้อง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักร และพระราชอำนาจอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งพระราชพิธีสำคัญต่างๆ สำหรับราชอาณาจักรนับเนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ พระราชพิธีประจำ และพระราชพิธีจร
พระราชพิธีประจำ หมายถึง การพระราชพิธีปกติที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติในแต่ละเดือนของทุกปี เช่น พระราชพิธี ๑๒ เดือน ที่ตราไว้ในกฎมณเทียรบาล นับตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาพระราชพิธีทั้ง ๑๒ เดือนแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพราะราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยายังเป็นสังคมเกษตรกรรม หรืออาจจะเป็นพระราชพิธีเกี่ยวกับศาสนาและประเพณี
พระราชพิธีจร หมายถึง พระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบขึ้นในมงคลสมัยพิเศษต่างๆ นอกเหนือจากพระราชพิธีปรกติประจำแผ่นดิน โดยหลักการจะโปรดฯ ให้จัดเป็นสองภาค ภาคหนึ่งเป็นการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมราชบุพการี บางทีอาจหมายถึง สมเด็จพระมหากษัตริย์ในโบราณสมัยด้วย อีกภาคหนึ่งเป็นการเฉลิมฉลองสมโภช และแผ่ส่วนพระราชกุศลบุญราศีเป็นเทวพลีเพื่อสวัสดิมงคล ความรุ่งเรืองไพบูลย์ ความผาสุกถาวรในพระองค์ ในสิริราชสมบัติรัชพรรษา ในประเทศชาติราษฎร ทั้งนี้พระราชพิธีในชั้นเดิมเป็นการโปรดเกล้าฯ ให้ทำ ต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทและพสกนิกร จึงมีส่วนเข้ามาจัดกิจกรรมต่างๆ เสริมพระราชพิธีให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณเฉลิมพระเกียรติ พระราชพิธีทั้งสองประเภทดังกล่าว ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทั้งนี้อาจแตกต่าง หรือมีการเปลี่ยนแปลงการพระราชพิธีเหล่านั้นให้เหมาะสมกับกาลสมัยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการบริหารประเทศ โดยมีคณะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการด้านต่างๆ ดังนั้น การพิธีของรัฐบาลตลอดจนหน่วยงานของรัฐบาลที่ดำริจัดขึ้นจึงเรียกว่า รัฐพิธี อันหมายถึง งานที่รัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระมหากรุณาให้ทรงรับไว้เป็นงานรัฐพิธี มีหมายกำหนดการที่กำหนดไว้เป็นประจำ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน ซึ่งเห็นได้ว่าแตกต่างจากพระราชพิธีที่ว่า แทนที่พระมหากษัตริย์จะทรงกำหนด กลับเป็นว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายกำหนด แล้วขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนิน