ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มีพื้นฐานมาจากสภาพสังคมของผู้คนในยุคดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงธรรมชาติเพื่อทำเกษตรกสิกรรมเป็นสำคัญ แต่เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง น้ำท่วม ว่าเกิดจากสาเหตุใด จากความไม่รู้ดังกล่าว ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านั้นมีสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติควบคุมอยู่ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ผี” และเนื่องจากพลังอำนาจธรรมชาติต่างๆ เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นผู้คนเลยต้องพึ่งพา “ผี” ที่ผู้คนต่างคิดว่ามีอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจเหนือธรรมชาติที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันและบันดาลให้เกิดมีสิ่งที่ตนเองต้องการ คือ ความมั่นคง ปลอดภัย และความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหารเพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม ซึ่งผู้คนจะแสดงออกด้วยการวิงวอน หรือร้องขอด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและยอมจำนนต่อธรรมชาติที่เรียกว่า “พิธีกรรม” และเมื่อคนต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด คนก็ต้องเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติด้วยว่าธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี แต่ก็จะมีช่วงเวลาที่แน่นอนที่ธรรมชาติจะย้อนกลับเหมือนเดิมใน ๑ ปี ที่ต่อมาภายหลังแบ่งเป็น ๑๒ เดือน และคนเรายังสังเกตจากประสบการณ์ว่าธรรมชาติมีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ เรียกตามลักษณะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงว่า ฤดู เช่น ฤดูร้อน ฤดูหนาวฤดูฝน เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องทำพิธีกรรมเพื่อความอยู่รอดทุกๆ เดือนอย่างต่อเนื่องจนเรียกต่อมาว่า “ประเพณี ๑๒ เดือน” จนกระทั่งเมื่อมีการยกย่องราชสำนักให้มีขึ้นในรัฐ หรือราชอาณาจักร บรรดาชนชั้นสูงก็ปรับประเพณีพิธีกรรมของชุมชนเหล่านั้นไปใช้ในราชสำนัก เหมือนชุมชนพื้นเมือง และผสมผสานเข้ากับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และพุทธ แล้วจึงเรียกชื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ว่า พระราชพิธี ๑๒ เดือน ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่ปรากฏอยู่ในกฏมณเทียรบาลมานับตั้งแต่ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ และเป็นพระราชพิธีประจำที่พระมหากษัตริย์นับแต่นั้นเป็นต้นมาต้องทรงปฏิบัติสืบทอดกันมา อย่างไรก็ตาม อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามความเหมาะสมและตามกาลเวลา
นับตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งพระราชพิธีเป็น ๒ ประเภท คือ พระราชพิธีประจำ และพระราชพิธีจร หรือพระราชพิธีพิเศษ
พระราชพิธีประจำ หมายถึง การพระราชพิธีปกติที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติในแต่ละเดือนของทุกปี
พระราชพิธีพิเศษ หมายถึง พระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบขึ้นในมงคลสมัยพิเศษต่างๆ นอกเหนือพระราชพิธีปกติประจำแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการบริหารประเทศ โดยมีคณะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการด้านต่างๆ ดังนั้นการพิธีของรัฐบาลตลอดจนหน่วยงานของรัฐบาลที่ดำริจัดขึ้นจึงเรียกว่า รัฐพิธี อันเป็นงานที่รัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระมหากรุณาให้ทรงรับไว้เป็นงานรัฐพิธี มีหมายกำหนดการที่กำหนดไว้เป็นประจำ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน ซึ่งเห็นได้ว่าแตกต่างจากพระราชพิธีที่ว่า แทนที่พระมหากษัตริย์จะทรงกำหนด กลับเป็นว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายกำหนด แล้วขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนิน